"ผมอายุ 76 เป็นมาสิบกว่าปีแล้ว ผมต้องพ่นยาตลอดมา" คุณสมชาย พิมพ์มาบอกผมเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว แกเป็นถุงลมโป่งพองมาสิบกว่าปี ประโยคต่อมาที่แกพิมพ์มาคือ "ตอนนี้หายใจไม่ค่อยดี"
คุณเคยเป็นแบบนี้ไหมครับ หรือคนที่บ้านเป็นอยู่
คุณสมชาย ไม่ได้ทิ้งยา พ่นมาตลอดเป็นสิบปี ไปหาหมออยู่ประจำ ผมถามแกว่ากลัวอะไรที่สุด แกตอบมาแบบนี้ครับ
"หายใจไม่ค่อยดี กลัวหายใจไม่ออกแล้วตายบนเตียงนอน"
คุณสมชาย · 76 ปี · เป็นมาสิบกว่าปี
แกไม่ได้กลัวตอนเดินตลาด ไม่ได้กลัวตอนขึ้นบันได แกกลัวตอนนอน
และแกไม่ได้กลัวอยู่คนเดียวครับ ข้อความที่คนทักมาหาผม เรื่องกลางคืนกับตอนตื่นนอนโผล่มาบ่อยมาก
"บางทีนอนกลางคืนต้องลุกนั่งหลับ หอบ"
"จุกแน่นหายใจไม่ทันช่วงกลางคืน"
"ใช้ยาพ่นทุกวัน ต้องพกติดตัวตลอดทั้งตอนนอน และเหนื่อยหอบ"
พ่นแล้วโล่งแป๊บเดียวแปลว่ายาทำงานอยู่ ไม่ใช่ยาไม่ได้ผล ยาพ่นอยู่ได้เป็นชั่วโมง ไม่ได้แก้ให้หายขาด กลางคืนหนักกว่าเพราะมี 4 อย่างมาเจอกันพอดี สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่ว่าอาการกลับมาไหม แต่คือมันกลับมาเร็วขึ้นเรื่อยๆ หรือเปล่า
ถ้าเป็นเคสคุณสมชาย ผมดูแลแบบนี้ครับ
ยาพ่นมีอายุของมัน
ยาพ่นขยายหลอดลมไปคลายกล้ามเนื้อที่รัดรอบท่อลม ท่อกว้างขึ้น ลมที่ค้างในปอดระบายออกได้ เลยโล่งขึ้นทันที
แต่ยาไม่ได้อยู่ตลอดไปครับ พอร่างกายสลายยาไปจนหมด กล้ามเนื้อก็กลับมารัดเหมือนเดิม ท่อแคบลง ลมกลับมาค้าง แล้วเราก็แน่นอีก ส่วนผนังท่อที่บวมกับเสมหะที่ค้าง ยาขยายหลอดลมไม่ได้แก้ให้ตั้งแต่แรก เรื่องนี้ผมเล่าละเอียดไว้ในพ่นยามาตั้งนาน ทำไมยังไม่ดีขึ้นสักที ครับ
ยาพ่นแต่ละแบบก็อยู่ได้ไม่เท่ากัน
คนที่ทักมาหาผมจำนวนมากไม่รู้ว่าหลอดที่ถืออยู่เป็นแบบไหน รู้แค่ว่า "หมอให้มาสองอัน สีฟ้ากับสีส้ม" ถ้ารู้สึกว่าโล่งแป๊บเดียว ให้กลับไปดูก่อนว่าหลอดที่พ่นประจำอยู่ คือหลอดที่ออกแบบมาให้พ่นประจำจริงไหม ถามเภสัชกรที่ร้านยาได้ฟรี ไม่ต้องรอวันนัด วิธีแยกสองหลอดนี้ผมเขียนไว้ในยาพ่นสีฟ้ากับสีส้มต่างกันยังไง
ทำไมกลางคืนถึงหนักกว่ากลางวัน
ที่คุณสมชาย กลัวตอนนอน ไม่ได้คิดไปเองนะครับ กลางคืนมันหนักกว่าจริง เพราะมี 4 อย่างมาบวกกันพอดี
1. นอนราบ ปอดมีที่ให้ขยายน้อยลง
ตอนนั่ง ของในท้องถ่วงลงล่าง กะบังลมเคลื่อนลงได้เต็มที่ พอนอนราบ ของในท้องดันขึ้นมากดกะบังลม ปอดเลยขยายได้น้อยกว่าตอนนั่งทันที
คนปอดปกติไม่รู้สึกอะไร เพราะมีที่ว่างในปอดเหลือเฟือ แต่คนเป็นถุงลมโป่งพองมีลมค้างอยู่ในปอดเยอะอยู่แล้ว เหมือนแก้วที่มีน้ำค่อนแก้ว พอถูกบีบให้เล็กลงอีก มันก็ล้น หลายคนเลยต้องหนุนหมอนสูงหรือลุกขึ้นนั่งถึงจะหายใจได้ เรื่องนี้ผมเขียนแยกไว้ในนอนราบไม่ได้ ต้องนั่งหลับทุกคืน
2. เสมหะไม่มีทางไป
กลางวันเรานั่งเราเดิน เสมหะไหลลงและถูกไอออกไปเรื่อยๆ พอนอนราบทั้งคืน เสมหะค้างอยู่ในท่อ ท่อที่แคบอยู่แล้วก็แคบลงอีก
"ไอหอบตอนเช้า"
"ส่วนมากจะเป็นตอนเช้า"
เพราะเสมหะที่สะสมมาทั้งคืน รอให้ไอออกตอนเช้าทีเดียวนั่นเองครับ
3. ตอนดึก หลอดลมของทุกคนหุบแคบลงอยู่แล้ว
ร่างกายคนเรามีนาฬิกาของมัน หลอดลมจะแคบที่สุดช่วงประมาณตี 3 ถึงตี 5 เป็นแบบนี้กับทุกคน แม้แต่คนปอดปกติ คนปอดปกติแคบลงนิดเดียวไม่รู้สึก แต่คนที่ท่อแคบอยู่แล้ว แคบลงอีกนิดเดียวก็รู้สึกทันที
4. ยาที่พ่นตอนเย็น มักหมดฤทธิ์พอดีช่วงเช้ามืด
สามข้อข้างบนมาเจอกันตอนที่ยาในตัวเหลือน้อยที่สุดพอดี ช่วงตี 4 ถึงเช้ามืดเลยเป็นเวลาที่แย่ที่สุดของวันสำหรับหลายคน
เห็นข้อนี้แล้วหลายคนคิดทันทีว่า งั้นเลื่อนไปพ่นก่อนนอนดีกว่า อย่าเพิ่งครับ ยาแต่ละตัวมีเวลาและจำนวนครั้งที่กำหนดไว้ต่างกัน อย่าย้ายเวลาพ่นยาเอง เอาไปถามหมอก่อน
ถ้าเป็นคุณสมชาย สิ่งที่ผมอยากให้แกทำ ไม่ใช่นอนกลัวอยู่คนเดียวครับ แต่คือเอาเรื่องกลางคืนไปเล่าให้หมอฟังโดยเฉพาะ ว่าตื่นเพราะหอบกี่ครั้งต่อคืน ต้องลุกนั่งไหม ต้องหนุนหมอนกี่ใบ การตื่นกลางดึกเพราะหายใจไม่ออกเป็นข้อมูลที่หมอใช้ตัดสินใจได้เยอะมาก
อีกอย่างคือบอกคนในบ้านให้รู้สัญญาณอันตรายไว้ล่วงหน้า อยู่ในกล่องท้ายบทความครับ ความกลัวที่ไม่มีแผนมันหนักกว่าความกลัวที่รู้ว่าถ้าเกิดขึ้นต้องทำอะไร
"แป๊บเดียว" ของคุณ ยาวกี่ชั่วโมง
คำว่า "แป๊บเดียว" กับ "สักพัก" ที่คนพิมพ์มาหาผม เราไม่รู้เลยว่าของใครคือ 2 ชั่วโมง ของใครคือ 6 ชั่วโมง
และนี่คือปัญหาใหญ่ที่สุดของเรื่องนี้ครับ ถ้าไม่รู้ตัวเลข เราก็แยกไม่ออกว่าอันไหนคือปกติของโรค อันไหนคือสัญญาณว่าโรคกำลังแย่ลง ซึ่งสองอย่างนี้ต้องทำคนละเรื่องกันเลย
มีคนหนึ่งทักมาเล่าแบบนี้
"หลับไม่สนิทตื่นกลางดึกบ่อย ตอนนี้อาศัยพ่นยาขยายหลอดลม 7 วัน 1 หลอด"
ประโยคหลังคือส่วนที่ผมสะดุด ยาพ่นหนึ่งหลอดพ่นได้เป็นร้อยครั้ง ปกติควรอยู่ได้เป็นเดือน หมดใน 7 วันแปลว่าพ่นถี่กว่าที่ควรจะเป็นมาก ผมไม่รู้ว่าเคสนี้เป็นยาแบบไหน หมอสั่งไว้ยังไง เลยบอกไม่ได้ว่าผิดหรือถูก แต่ตัวเลขแบบนี้คือข้อมูลที่หมอต้องรู้ ไม่ใช่เรื่องที่จัดการเองเงียบๆ ที่บ้าน
อะไรทำให้ช่วงที่โล่งสั้นลง
ยิ่งท่อลมอักเสบ ยายิ่งต้องออกแรงมาก และยิ่งอยู่ได้สั้น อยากให้ช่วงโล่งไม่สั้นลง ก็ต้องลดของที่กวนท่อลมอยู่ทุกวันครับ
1. ควันทุกชนิด
บุหรี่ บุหรี่มือสองในบ้าน ควันธูป ควันเผาขยะ ควันผัดกับข้าว นับหมด นี่คือสิ่งเดียวที่มีหลักฐานชัดว่าทำให้ปอดเสื่อมช้าลงได้จริง
2. เสมหะที่ค้าง
ยิ่งค้าง ท่อยิ่งแคบ ดื่มน้ำให้พอ และถ้าเสมหะเปลี่ยนสีเมื่อไหร่ อย่ารอ
3. การกำเริบแต่ละครั้ง
ทุกครั้งที่ติดเชื้อหรือกำเริบ ถุงลมจะเสียเพิ่มแบบถาวร หลังจากนั้นช่วงที่โล่งก็สั้นลงกว่าเดิม วัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปีตามที่หมอแนะนำ คือการตัดตรงนี้ที่ถูกที่สุด
4. ตัวกวนที่มองไม่เห็น
ฝุ่น อากาศเย็น น้ำมูกไหลลงคอ กรดไหลย้อน ข้อสุดท้ายเกี่ยวกับกลางคืนโดยตรง เพราะกรดไหลย้อนมักเป็นตอนนอนราบพอดี
ต่อให้รู้สึกว่ามันช่วยได้แค่แป๊บเดียวก็ตาม แป๊บเดียวนั้นแหละคือสิ่งที่กันไม่ให้เราทรุดลงไปกว่านี้ ผู้สูงอายุที่หยุดยาขยายหลอดลมเอง ทรุดหนักถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลได้
ห้ามพ่นเพิ่มเองเกินที่หมอสั่งด้วยครับ พ่นเกินอาจใจสั่น มือสั่น หัวใจเต้นเร็ว และถ้าต้องพ่นเพิ่มถึงจะอยู่ได้ แปลว่าโรคคุมไม่อยู่แล้ว ซึ่งหมอต้องรู้
ถ้ากำลังคิดจะหยุดอยู่จริงๆ ผมเขียนไว้ในยาพ่นไม่พ่นได้ไหม หยุดเองได้ไหม
แบบนี้ต้องรีบไปหาหมอ ไม่ต้องรอวันนัด
- ต้องใช้ยาพ่นถี่ขึ้นกว่าเดิมชัดเจน หรือหลอดหมดเร็วกว่าเดิมมาก
- ตื่นกลางดึกเพราะหายใจไม่ออกบ่อยขึ้นกว่าเดิม
- เสมหะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม เขียว หรือมีเลือดปน
- เสมหะมากขึ้นผิดปกติ หรือเหนียวข้นขึ้นชัดเจน
- มีไข้
- เหนื่อยจนพูดไม่จบประโยค
- ริมฝีปากหรือปลายเล็บเขียวคล้ำ
- ซึม สับสน เรียกแล้วตอบช้าผิดปกติ
สามข้อนี้แหละครับที่ผมอยากให้คนในบ้านคุณสมชาย รู้ไว้ จะได้ไม่ต้องนั่งรอดูว่าเดี๋ยวจะดีขึ้นเองไหม
คำถามที่คนทักมาถามบ่อย
พ่นแล้วควรโล่งอยู่ได้กี่ชั่วโมงถึงเรียกว่าปกติ?
ไม่มีตัวเลขกลางที่ใช้ได้กับทุกคนครับ ขึ้นกับว่าเป็นยาตัวไหน และโรคเราอยู่ระยะไหน ที่ใช้ตัดสินได้จริงคือเทียบกับตัวเราเองเมื่อเดือนที่แล้ว เท่าเดิมคือปกติ สั้นลงคือสัญญาณ
พ่นแล้วไม่รู้สึกอะไรเลยตั้งแต่แรก แปลว่ายาไม่ได้ผลใช่ไหม?
อาจไม่ใช่ครับ ให้เช็กวิธีพ่นก่อนอย่างอื่น ผู้สูงอายุหลายคนกดกับสูดไม่พร้อมกัน ยาไปติดลิ้นติดคอ ไม่ได้ลงปอด สูดไม่ถูกวิธีก็เหมือนแทบไม่ได้ใช้ยาเลย ลองเอายาไปให้เภสัชกรที่ร้านยาดูวิธีพ่นสักครั้ง ไม่เสียเงิน
ต้องนอนหนุนหมอนสูงไปตลอดเลยไหม?
ถ้าหนุนสูงแล้วหลับสบายขึ้นก็ทำได้ครับ ไม่มีอันตราย แต่มันคือการแก้ที่ปลายเหตุ สิ่งที่ควรทำคู่กันคือไปเล่าให้หมอฟังว่าเรานอนราบไม่ได้ เพราะนั่นเป็นข้อมูลสำคัญ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทนเอง
คืนนี้เริ่มจดสองอย่าง พ่นตอนกี่โมง กับเริ่มแน่นอีกทีตอนกี่โมง จดไว้ในปฏิทินหรือกระดาษแปะตู้เย็นสักสองสัปดาห์ ไม่ต้องซื้ออะไรเลย แต่ตัวเลขสองตัวนี้จะเปลี่ยนคำว่า "แป๊บเดียว" ให้เป็นสิ่งที่หมอเอาไปใช้ตัดสินใจได้จริงครับ
แล้วคุณหละ..?
ช่วงไหนของคืนที่คุณแน่นที่สุดครับ มาเล่าให้ผมฟังหน่อยได้นะครับ ^_^
ทักมาเล่าให้ผมฟังใน Messengerถ้ามีคนในครอบครัวเป็นถุงลมโป่งพอง ส่งบทความนี้ให้เค้าอ่านด้วยนะครับ
คำพูดทั้งหมดในบทความนี้มาจากข้อความที่คนทักมาปรึกษาผมจริง ไม่ระบุชื่อเต็มและที่อยู่ · บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล เรื่องยาทุกอย่างต้องผ่านหมอที่ดูแลคุณอยู่
ผมขาย BLB U ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับคนเป็นถุงลมโป่งพอง มีเลข อย. 26-1-10867-5-0049 ผลิตจากโรงงานมาตรฐาน GMP
BLB U ไม่ใช่ยา และใช้แทนยาที่หมอให้ไม่ได้ ถ้าเป็นโรคตับ โรคไต หรือทานยาละลายลิ่มเลือดอยู่ ผมไม่แนะนำให้ทานครับ
ดูรายละเอียด BLB Uอ่านต่อ
พ่นยามาตั้งนาน ทำไมยังไม่ดีขึ้นสักที
พ่นยาแล้วโล่งแป๊บเดียวก็กลับมาเหนื่อยอีก ไม่ใช่เพราะใช้ยาผิด บทความนี้อธิบายว่ายาพ่นแก้อะไรได้ แก้อะไรไม่ได้ และอีกครึ่งที่เหลือเราทำเองได้ยังไง
ยาพ่นสีฟ้ากับสีส้ม ต่างกันยังไง
สีของหลอดยาพ่นไม่ใช่มาตรฐานอะไรทั้งสิ้น ยาตัวเดียวกันคนละยี่ห้ออาจคนละสี บทความนี้บอกวิธีดูว่ายาที่ถืออยู่เป็นตัวขยายหรือตัวคุม โดยไม่ต้องดูสี
ไม่พ่นได้ไหม หยุดเองได้ไหม
อยากหยุดยาพ่นเพราะกลัวติด กลัวผลข้างเคียง หรือรู้สึกดีขึ้นแล้ว เหตุผลที่คนอยากหยุดมี 4 ข้อ และทุกข้อมีทางออกที่ดีกว่าการหยุดเอง